top of page

OSCE Internal Medicine: Chronic Kidney Disease (CKD) in a Diabetic Patient

  • Writer: Mayta
    Mayta
  • Oct 22, 2024
  • 2 min read

Scenario:

ผู้ป่วยหญิงอายุ 40 ปีได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคเบาหวานมาตรวจที่คลินิกตามนัด ผลตรวจ Creatinine 2.4 mg/dL, GFR 33 mL/min/1.73m². คุณต้องดำเนินการซักประวัติ ถามคำถามเพิ่มเติมที่สำคัญ และให้คำแนะนำในการจัดการโรค Chronic Kidney Disease (CKD) และการป้องกันไม่ให้โรคดำเนินมากขึ้น

A 40-year-old female patient with a known history of diabetes mellitus presents to the clinic for a routine follow-up. Recent lab results show serum creatinine (Cr) = 2.4 mg/dL and GFR = 33 mL/min. You are asked to complete the following tasks:


โจทย์ข้อ 1: ซักประวัติเพิ่มเติม (Initial Questions)

คำถาม:คุณต้องการซักประวัติหรือขอผลแล็บเพิ่มเติมอะไรบ้างเพื่อวินิจฉัยแยกระหว่าง Acute Kidney Injury (AKI) และ Chronic Kidney Disease (CKD)?

คำตอบที่คาดหวัง:

  • Creatinine baseline: ต้องถามค่า Cr baseline เพื่อยืนยันว่าเป็น CKD ไม่ใช่ AKI โดยถามว่าผล Cr 3 เดือนก่อนหน้านี้เป็นเท่าไหร่


    Key point: ถ้าค่าคงที่เหมือนเดิมหรือเพิ่มขึ้นอย่างค่อยๆ แสดงว่าเป็น CKD

  • Urine microalbumin: ควรขอ Urine microalbumin เพื่อดูว่ามีอัลบูมินหลุดออกมาในปัสสาวะหรือไม่ ซึ่งสำคัญในการ staging CKD



โจทย์ข้อ 2: การวินิจฉัย (Diagnosis)

คำถาม:จากข้อมูลที่ได้จากผู้ป่วย คุณจะให้การวินิจฉัยโรคนี้ว่าเป็นโรคอะไร และโรคอยู่ในระยะไหน (Stage) ตามระบบ staging ของ CKD และ albuminuria (A1, A2, A3)?

คำตอบที่คาดหวัง:

  • วินิจฉัยว่าเป็น Chronic Kidney Disease (CKD) Stage 3B เนื่องจาก GFR 33 mL/min/1.73m²

  • Urine microalbumin ถ้าพบค่ามากกว่า 30 mg/g ก็จะเป็น A2 (moderate albuminuria)

  • นอกจากนี้ยังสามารถวินิจฉัยร่วมเป็น Diabetic Nephropathy Stage 3 ได้ เนื่องจากผู้ป่วยมีโรคเบาหวานและเริ่มมีอาการของ CKD

Source: KDIGO 2024 Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. URL: https://www.nephjc.com/news/kdigo-ckd-part1 This image is used for educational purposes and is not intended for any commercial use.

โจทย์ข้อ 3: การให้คำแนะนำ (Advice)


1. เริ่มต้นด้วยการประเมินความรู้ของผู้ป่วย:

  • ถามผู้ป่วยว่ารู้จักโรคนี้มากน้อยแค่ไหน เพื่อประเมินความเข้าใจเริ่มต้นเกี่ยวกับ โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease, CKD)

    ตัวอย่างคำถาม: "คุณรู้จักเกี่ยวกับโรคไตเรื้อรังนี้มากน้อยเพียงใด? รู้ไหมว่ามันเกิดจากอะไร?"

2. บอกสาเหตุของโรค CKD ในกรณีนี้:

  • อธิบายว่าผู้ป่วยเป็น Diabetic Nephropathy ซึ่งเป็นผลจากเบาหวานที่ควบคุมไม่ดี ทำให้เกิดความเสียหายต่อไต และการเสื่อมของไต

  • เน้นว่าการคุมเบาหวานจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือด (เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ ACS และ โรคหลอดเลือดสมอง Stroke) แต่ไม่ได้ชะลอการดำเนินของ CKD แล้วในระยะนี้

3. การควบคุมความดันโลหิตและยาที่ต้องใช้:

  • ควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 130/80 mmHgใช้ยาในกลุ่ม ACE inhibitors (เช่น Lisinopril) หรือ ARBs (เช่น Losartan) ซึ่งจะช่วยลดการหลุดของโปรตีนในปัสสาวะ (Proteinuria) และช่วยชะลอการดำเนินของโรค CKD

4. การควบคุมอาหาร:

  • Sodium: จำกัดการบริโภคเกลือไม่เกิน 2 กรัมต่อวัน (หรือ NACL 5 กรัม/วัน) เพื่อลดความดันโลหิตและลดการสะสมของของเหลว

  • Protein: จำกัดโปรตีนที่ 0.6-0.8 กรัม/กก./วัน เพื่อลดภาระงานของไต

  • Phosphate: ผู้ป่วยมี ฟอสเฟตสูง ต้องหลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปต่างๆ เช่น:

    • อาหารจากร้านสะดวกซื้อ (เซเว่น)

    • ไส้กรอก อาหารหมักดอง

    • น้ำอัดลมสีดำ เช่น โค้ก, เนื้อสัตว์สีแดง

    • ควรรับประทานอาหารที่มี ฟอสเฟตต่ำ เพื่อลดการสะสมของฟอสเฟตในร่างกาย

กลุ่มอาหารที่มีฟอสเฟตต่ำ

  1. โปรตีนจากพืช (Vegetable Protein)

    • ถั่วเขียว

    • เต้าหู้

    • โปรตีนจากถั่วเหลือง (ในปริมาณพอเหมาะ)

  2. ผักและผลไม้บางชนิด

    • แตงกวา

    • ผักกาดขาว

    • ผักคะน้า

    • แตงโม

    • สตรอว์เบอร์รี

    • แอปเปิ้ล

    • ส้ม (ในปริมาณจำกัด)

  • Potassium: สำหรับผู้ป่วยที่มี RTA Type 4 ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น กล้วย และรับประทานอาหารที่มีโพแทสเซียมต่ำเพื่อป้องกันภาวะโพแทสเซียมสูง

5. การออกกำลังกาย:

  • ควรแนะนำให้ผู้ป่วย ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น การวิ่งจ๊อกกิ้ง 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์

6. การปรับยา Metformin:

  • ลดขนาดยา Metformin จาก 2000 mg/day เป็น 500-1000 mg/day เนื่องจากการทำงานของไตลดลง

  • ถ้า GFR ต่ำกว่า 30 mL/min/1.73m² ควร หยุดยา Metformin ทันทีเพื่อป้องกันภาวะ Lactic Acidosis

7. แนะนำการหลีกเลี่ยงยาและสารที่เป็นพิษต่อไต:

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยา NSAIDs และยาที่เป็นอันตรายต่อไต เช่น Sulfa drugs

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาต้ม ยาหม้อ ยาสมุนไพร ยาลูกกลอน

  • หลีกเลี่ยงการใช้ สารทึบรังสี (Contrast) ในการตรวจ CT scan

8. การให้ Sodium Bicarbonate (Bicarbonate Supplement) ในผู้ป่วยที่มี HCO3 ต่ำ:

  • ในกรณีที่ผู้ป่วยมี HCO3 = 17 mmol/L ต้องให้ Sodium Bicarbonate (โซดามิ้น) NaCO3 เพื่อปรับค่าให้อยู่ในช่วงปกติ (22-24 mmol/L)

9. ป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด:

  • ควบคุม เบาหวานและความดันโลหิต เพื่อป้องกันการเกิดภาวะ Atherosclerosis, Myocardial Infarction (MI) และ Stroke

10. Four Pillars Drug สำหรับการรักษา Diabetic Kidney Disease (DKD) ได้แก่:

  • ACEI/ARB: เช่น Lisinopril หรือ Losartan

  • SGLT2 inhibitors: เช่น Empagliflozin ช่วยลดการเสื่อมของไต

  • Nonsteroidal Mineralocorticoid Receptor Antagonists (MRAs): เช่น Finerenone

  • GLP-1 Receptor Agonists (GLP-1RAs): เช่น Liraglutide ช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหลอดเลือดหัวใจ

11. คำแนะนำเพิ่มเติม:

  • เลิกสูบบุหรี่ และ เลิกดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนทางไตและหัวใจ

  • การรับวัคซีนที่จำเป็น: วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่, วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี เพื่อป้องกันการติดเชื้อเพิ่มเติม

12. การตรวจติดตามอาการ:

  • แนะนำให้ผู้ป่วย ตรวจติดตามอาการทุก 3-4 เดือน เพื่อติดตามความคืบหน้าในเรื่องการทำงานของไต, การปรับยารักษา, และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ

13. การส่งต่อแพทย์เฉพาะทาง:

  • ควร ส่งต่อผู้ป่วยไปพบแพทย์เฉพาะทางโรคไต (Nephrologist) เพื่อให้การดูแลรักษาในระยะยาวและปรับแผนการรักษาตามความเหมาะสม

Recent Posts

See All
Internal Validation vs Instability

Pocket note “The concept depends on which dataset you compare the model against (i.e., where you evaluate it).” Why it feels like “same data but different view” Think of data as wearing different hat

 
 
 

Comments

Rated 0 out of 5 stars.
No ratings yet

Add a rating
Post: Blog2_Post

​Message for International and Thai Readers Understanding My Medical Context in Thailand

Message for International and Thai Readers Understanding My Broader Content Beyond Medicine

bottom of page