← All posts

Latent vs. Active Phase of the First Stage of Labor and all Stages of Labor

Uniqcret doctor knowledgesObstetrics

Latent vs. Active Phase of the First Stage of Labor

The first stage of labor is divided into two phases:

1. Latent Phase of Labor

Definition: The period from the onset of regular contractions leading to slow cervical dilation.

Characteristics:

2. Active Phase of Labor

Definition: The period of more rapid cervical dilation with stronger and more regular contractions.

Characteristics:

Hospital Cutoff vs. World Criteria

Your hospital considers the cutoff between latent and active labor at:

World CriteriaThere is some variation globally. The most widely accepted criteria, based on ACOG (American College of Obstetricians and Gynecologists) and WHO guidelines, are:

Previously, many hospitals used 4 cm as the cutoff, but updated guidelines now favor 6 cm to prevent unnecessary labor interventions.

Dilation vs. Effacement for Classification

Most guidelines prioritize cervical dilation over effacement for distinguishing phases.

Conclusion


ACOG’s Position on Dilation vs. Effacement

The American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG) defines labor as the presence of regular uterine contractions resulting in cervical change, which includes both dilation and effacement. However, when specifying the transition from the latent to the active phase of labor, ACOG emphasizes cervical dilation as the primary criterion. Specifically, ACOG recommends that a cervical dilation of 6 cm be considered the start of the active phase of labor (ACOG.org).

While effacement (the thinning of the cervix) is an important aspect of cervical change and is considered in the overall assessment of labor progression, ACOG’s specific threshold for defining the onset of active labor focuses on cervical dilation rather than effacement. This approach is based on evidence indicating that the transition to active labor, characterized by more rapid cervical dilation, typically occurs around 6 cm of dilation (ACOG.org).

In summary, although both cervical dilation and effacement are integral to labor progression, ACOG’s criteria for the onset of the active phase of labor prioritize cervical dilation, with 6 cm being the key threshold.


1) ภาพรวมของระยะคลอด (Stages of Labor)

การคลอด (Labour) หมายถึงกระบวนการที่สตรีตั้งครรภ์มีการหดรัดตัวของมดลูกอย่างสม่ำเสมอ (True labour pain) จนเกิดการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก (Cervical change) ทั้งในด้านการเปิดขยาย (Dilatation) และการบางตัว (Effacement) เพื่อนำไปสู่การคลอดทารกออกมาทางช่องคลอด กระบวนการนี้โดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้

  1. ระยะที่ 1 ของการคลอด (First stage of labour)เริ่มตั้งแต่มีการเจ็บครรภ์จริงจนถึงปากมดลูกเปิดขยายหมด 10 เซนติเมตร (Fully dilatation)
    • แบ่งย่อยได้เป็น
      • Latent phase: ระยะที่ปากมดลูกเปิดช้า ๆ ถึงประมาณ 3–4 หรือ 5–6 เซนติเมตร (ตามแต่เกณฑ์แต่ละแห่ง)
      • Active phase: ระยะที่ปากมดลูกเปิดเร็วและสม่ำเสมอ จนกระทั่งครบ 10 เซนติเมตร
  2. ระยะที่ 2 ของการคลอด (Second stage of labour)เริ่มตั้งแต่ปากมดลูกเปิดครบ 10 เซนติเมตร จนทารกคลอดออกมาทั้งตัว
  3. ระยะที่ 3 ของการคลอด (Third stage of labour)เริ่มตั้งแต่ทารกคลอดจนถึงรกคลอด
  4. ระยะที่ 4 ของการคลอด (Fourth stage of labour)1 ชั่วโมงแรกหลังคลอดรก เป็นระยะเฝ้าระวังภาวะตกเลือดหลังคลอด (Postpartum hemorrhage) และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ

2) รายละเอียดของระยะที่ 1 ของการคลอด

ระยะที่ 1 ของการคลอด (First stage) เป็นช่วงที่ยาวนานที่สุดเมื่อเทียบกับระยะอื่น ๆ โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่สตรีตั้งครรภ์ “เจ็บครรภ์จริง” (True labour pain) ซึ่งประกอบด้วย

2.1) การแบ่งเป็น Latent Phase และ Active Phase

Latent Phase

  1. คำนิยาม
    • เป็นช่วงที่ปากมดลูกมีการเปิดขยายค่อนข้างช้า ไม่รวดเร็ว
    • มักเริ่มต้นเมื่อสตรีตั้งครรภ์มีการหดรัดตัวของมดลูกอย่างสม่ำเสมอแรก ๆ และมีการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูกเล็กน้อย
    • แต่ “เวลาเริ่มต้นจริง” ของ Latent phase มักกำหนดได้ยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากบางครั้งอาจเป็นแค่การเจ็บครรภ์เตือน (False labour)
  2. ลักษณะสำคัญ
    • ปากมดลูกเปิดช้า อาจใช้เวลาหลายชั่วโมงจนถึงเป็นวัน
    • ปากมดลูกเปิดขยายถึงประมาณ 3–4 เซนติเมตร (บางโรงพยาบาลใช้เกณฑ์ 4–5 หรือ 6 เซนติเมตร ตามแนวทางต่าง ๆ)
    • การบางตัว (Effacement) เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในครรภ์แรก
    • การเจ็บครรภ์ไม่รุนแรงมากนัก หรืออาจมีระยะห่างของการเจ็บค่อนข้างนาน
  3. Prolonged Latent Phase
    • นิยาม: ใช้เวลามากกว่า 20 ชั่วโมงในครรภ์แรก หรือมากกว่า 14 ชั่วโมงในครรภ์หลัง
    • สาเหตุ: อาจมาจากได้รับยาระงับปวดกลุ่ม Sedation มาก, Epidural analgesia, ปากมดลูกไม่พร้อม (ยังหนาอยู่มาก) หรือยังเป็น False labour
    • โดยทั่วไป หากยังไม่มีข้อบ่งชี้อันตรายใด ๆ แพทย์มักรอให้ผ่าน Latent phase ไปเอง ไม่ค่อยกระตุ้นเร่งคลอด (โดยเฉพาะไม่รีบเจาะถุงน้ำคร่ำ) จนกว่าปากมดลูกจะพร้อมและเข้าสู่ Active phase เพราะจะได้ผลดีกว่า

Active Phase

  1. คำนิยาม
    • ช่วงที่ปากมดลูกเริ่มเปิดขยายอย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ
    • ส่วนใหญ่ถือว่าเริ่มต้นที่ประมาณ 4–6 เซนติเมตรจนถึง 10 เซนติเมตร (ขึ้นกับเกณฑ์ของโรงพยาบาลหรือหน่วยงานกำกับ)
  2. ลักษณะสำคัญ
    • การเปิดขยายของปากมดลูกรวดเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
    • การหดรัดตัวของมดลูกถี่และแรงขึ้น (อาจทุก 3–5 นาที)
    • ในครรภ์แรก อัตราการเปิดของปากมดลูกเฉลี่ยอย่างน้อย ~1.2 ซม./ชม. (ตามเกณฑ์เดิมของ Friedman) และอาจเร็วกว่าในครรภ์หลัง
    • การบางตัวของปากมดลูกมักใกล้เคียงหรือสมบูรณ์แล้ว (Effacement ใกล้ 100%)
  3. เกณฑ์การแบ่งตาม ACOG และ WHO
    • ACOG ปัจจุบันแนะนำให้ถือ “6 ซม.” ร่วมกับการหดรัดตัวที่สม่ำเสมอ เป็นจุดเริ่มต้นของ Active phase เพื่อป้องกันการวินิจฉัย “Active phase arrest” หรือ “Failure to progress” เร็วเกินไป
    • WHO ก็มีแนวทางใกล้เคียงกัน โดยระบุ Latent phase อาจถึง ~6 ซม. และ Active phase จึงเริ่มที่ 6 ซม.
  4. เหตุผลที่เน้น ‘Dilation’ มากกว่า ‘Effacement’
    • ACOG ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงปากมดลูกทั้งการเปิดขยายและการบางตัวเป็นเกณฑ์สำคัญของการเข้าสู่ระยะคลอด
    • แต่สำหรับการวินิจฉัยจุดเปลี่ยน “Latent → Active” ทาง ACOG และอีกหลายสถาบันให้น้ำหนักที่ “ความต่อเนื่องในการเปิดขยาย” เป็นหลัก
    • โดย Effacement มีบทบาทมากในครรภ์แรก (Primigravida) ที่มักบางตัวก่อนหรือพร้อม ๆ กับการเปิด
    • ส่วนครรภ์หลัง (Multigravida) ปากมดลูกอาจเปิดได้ไว แม้ยังไม่บางมาก

2.2) เกณฑ์ดั้งเดิม vs. เกณฑ์ใหม่


3) การดูแล (Management) ในระยะที่ 1 ของการคลอด

เป้าหมาย

เครื่องมือสำคัญ: Partograph (หรือ Partogram)

หลัก 4P เมื่อพบความผิดปกติ

  1. Power = แรงหดรัดตัวของมดลูก
    • ถ้า Uterine contraction อ่อน → อาจพิจารณาเจาะถุงน้ำคร่ำ (Amniotomy) หรือให้ยา Oxytocin เพื่อกระตุ้น/เสริมแรง
  2. Passage = ช่องทางคลอด (กระดูกเชิงกราน)
    • เชิงกรานแคบหรือผิดรูป อาจทำให้ทารกไม่ลง
  3. Passenger = ทารก (ขนาด, ท่าทาง, ส่วนนำ)
    • ทารกตัวใหญ่ หรือท่าผิดปกติ อาจคลอดติดขัด
  4. Psychology = สภาพจิตใจและความร่วมมือของมารดา
    • หากมารดาเครียด เบ่งไม่ถูกวิธี หรือเจ็บปวดมากจนไม่ร่วมมือ → ต้องดูแลให้คำแนะนำและให้กำลังใจ

การประเมินสุขภาพของทารก

การดูแลมารดา


4) ระยะที่ 2 ของการคลอด (Second stage of labour)

การปฏิบัติในห้องคลอด

  1. จัดท่า Lithotomy (หรือท่าที่เหมาะสม)
  2. ประเมิน station และ position ของศีรษะทารก หากคาดว่าคลอดใกล้ ให้เตรียมอุปกรณ์ทำคลอด
  3. ฉีดยาชาบริเวณ Perineum หากจำเป็นต้องตัดฝีเย็บ (Episiotomy)
  4. เมื่อศีรษะทารก Crown พอประมาณ อาจพิจารณาตัดฝีเย็บ (เฉพาะรายจำเป็น) เพื่อป้องกันการฉีกขาดยืดยาว
  5. ช่วยเหลือการคลอดด้วยเทคนิค “Modified Ritgen maneuver” เพื่อควบคุมการเคลื่อนของศีรษะทารก ป้องกันการฉีกขาด
  6. เมื่อศีรษะโผล่ ให้ดูดเมือกในจมูกและปากทารก
  7. ช่วยคลอดไหล่ทารก โดยจับศีรษะหมุนเล็กน้อยและดึงลงอย่างนุ่มนวล เพื่อให้ไหล่หน้าผ่าน Pubic arch ตามด้วยไหล่หลัง และลำตัวทารก
  8. ดูแลทารกเบื้องต้น (ดูดเมือก เช็ดตัว ป้องกันภาวะตัวเย็น ฯลฯ) ตัดสายสะดือ แล้วส่งทารกให้ทีมพยาบาล/กุมารแพทย์

5) ระยะที่ 3 ของการคลอด (Third stage of labour)


6) ระยะที่ 4 ของการคลอด (Fourth stage of labour)


7) สรุปประเด็นสำคัญ

  1. การวินิจฉัยจุดเปลี่ยนระหว่าง Latent phase และ Active phase
    • เกณฑ์ดั้งเดิม: 3–4 ซม.
    • เกณฑ์ใหม่ (ACOG/WHO): ~6 ซม. ร่วมกับ Contraction ที่สม่ำเสมอ
    • การบางตัว (Effacement) มีความสำคัญ แต่เกณฑ์หลักในการบอก Active phase ยังเน้น “Dilatation” มากกว่า
  2. เหตุใดจึงปรับเกณฑ์เป็น 6 ซม.?
    • เพื่อป้องกันการวินิจฉัยผิดว่า “ตกค้างใน Active phase” หรือ “Active phase arrest” แล้วรีบผ่าตัดคลอดโดยไม่จำเป็น
  3. ในทางปฏิบัติ
    • โรงพยาบาลหลายแห่งยังใช้ 4 ซม. เป็นเกณฑ์รับไว้ดูแลในห้องคลอด
    • แต่จะเลื่อนวินิจฉัย “Active phase ปกติ / ผิดปกติ” ไปถึง ~6 ซม. ตามแนวทางใหม่มากขึ้น
    • ถ้าปากมดลูก ~4 ซม. แต่มดลูกหดตัวไม่สม่ำเสมอ ยังอาจถือเป็น Latent phase
  4. การดูแลอื่น ๆ
    • ติดตามความก้าวหน้าด้วย Partograph
    • ประเมินสุขภาพทารกจาก FHR, น้ำคร่ำ
    • ประเมินสุขภาพมารดา (สัญญาณชีพ การเบ่งปัสสาวะ การรับยาระงับปวด ฯลฯ)
    • หากไม่มีปัญหา ควรปล่อยให้การคลอดดำเนินไปตามธรรมชาติใน Latent phase
  5. การให้ความรู้และดูแลจิตใจ (Psychological Support)
    • สำคัญมากต่อความร่วมมือของมารดาในการเบ่งคลอดระยะที่ 2
    • ลดความกลัว ความวิตกกังวล เพื่อป้องกันการหลั่งฮอร์โมนความเครียดที่อาจรบกวนการหดรัดตัวของมดลูก

บทสรุป

เมื่อเข้าใจหลักการเหล่านี้ พร้อมกับการดูแลอย่างเหมาะสมตามแต่ละระยะของการคลอด (ตั้งแต่ระยะ 1 จนถึงระยะ 4) จะสามารถช่วยให้การทำคลอดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ทั้งมารดาและทารกได้อย่างสูงสุด


ACOG References

WHO Guidelines

Comments

No comments yet. Be the first to share your thoughts.

Sign in to comment