Approach to Lower Abdominal Pain and Abnormal Vaginal Discharge
On this page
Taking History in Gynecology: Lower Abdominal Pain and Abnormal Vaginal Discharge (Part 1)
1. Chief Complaint (CC)
- อาการหลัก (Main Symptom): ปวดท้องน้อย (Lower abdominal pain)
- อาการร่วมสำคัญ (Associated Symptom): ตกขาวมีกลิ่นเหม็น (Foul-smelling vaginal discharge)
2. History of Present Illness (HPI)
2.1 Lower Abdominal Pain – ใช้หลัก LODCRAFTS
- Location
- ปวดบริเวณไหนของท้องน้อย? (ขวา, ซ้าย, ตรงกลาง)
- ร้าวไปบริเวณอื่นไหม? (เช่น หลัง ต้นขา ขาหนีบ)
- Onset
- เริ่มปวดตั้งแต่เมื่อไหร่?
- เป็นแบบเฉียบพลัน (acute) หรือค่อย ๆ เป็น (gradual)
- Duration
- ปวดติดต่อกันนานเท่าไร
- ปวดแบบเป็น ๆ หาย ๆ หรือปวดตลอดเวลา
- Characteristic
- ลักษณะของอาการปวด (ปวดจี๊ด, หน่วง, บีบตัว, แปลบ ๆ)
- มีความสัมพันธ์กับรอบเดือนหรือไม่ (ปวดมากขึ้นช่วงก่อน/ระหว่างมีประจำเดือน)
- Radiation
- อาการปวดร้าวไปที่อื่นหรือไม่ (เช่น หลัง ต้นขา ขาหนีบ)
- Aggravating factors
- อะไรทำให้ปวดมากขึ้น (การเคลื่อนไหว, การมีเพศสัมพันธ์, การกลั้นปัสสาวะ)
- Relieving factors
- อะไรทำให้ปวดลดลง (พัก, ประคบร้อน, ทานยาแก้ปวด)
- Timing
- ปวดตลอดเวลาหรือเป็นช่วง ๆ
- ปวดมากขึ้นตอนกลางวันหรือกลางคืนหรือไม่
- สัมพันธ์กับรอบเดือนตรงช่วงใด
- Severity
- ให้ผู้ป่วยประเมินความรุนแรง (0-10)
2.2 Abnormal Vaginal Discharge
- สีของตกขาว
- ขาวขุ่น เหลือง เขียว เทา
- ปริมาณ
- มากหรือน้อยกว่าปกติ
- เปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือไม่
- กลิ่น
- เหม็นคาว เหม็นเน่า หรือเหม็นคล้ายปลา
- ลักษณะ
- เป็นก้อนคล้ายแป้ง เป็นฟอง หรือมีเลือดปน
- ความถี่หรือระยะเวลา
- เป็นเรื้อรังหรือเพิ่งเกิดขึ้น
- เป็น ๆ หาย ๆ บ่อยแค่ไหน
- เคยมีอาการแบบนี้มาก่อนหรือไม่
- หากเคยเป็นมาก่อน เคยรักษาอย่างไร หายสนิทหรือกลับมาเป็นซ้ำ
2.3 Associated Symptoms (อาการร่วม)
2.3.1 ระบบทางเดินอาหาร (GI)
- ท้องเสีย หรือถ่ายเป็นมูกเลือดหรือไม่
- อาเจียนหรือไม่ (ถ้ามี อาเจียนบ่อยแค่ไหน ลักษณะเป็นอย่างไร)
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลดหรือไม่
2.3.2 ระบบทางเดินปัสสาวะ (KUB)
- ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะขุ่น หรือมีเลือดปน
- ปัสสาวะออกน้อยลง (Oliguria) หรือไม่
- รู้สึกปวดเบ่งเวลาปัสสาวะหรือไม่
2.3.3 ไข้และอาการระบบอื่น ๆ
- มีไข้ หนาวสั่น หรือไม่
- ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อ หรืออ่อนเพลีย
3. Gynecological History
3.1 Menstrual History
- รอบเดือนมาปกติหรือไม่ (Regular/Irregular)
- ประจำเดือนครั้งสุดท้าย (LMP) เมื่อไหร่
- ปวดท้องประจำเดือนมากไหม (Dysmenorrhea)
- มีเลือดออกผิดปกติระหว่างรอบเดือนหรือหลังมีเพศสัมพันธ์หรือไม่
3.2 Obstetric History
- เคยตั้งครรภ์ทั้งหมดกี่ครั้ง (Gravida)
- มีบุตรกี่คน (Para) และเคยแท้งหรือไม่ (Abortion)
- การตั้งครรภ์หรือการคลอดมีภาวะแทรกซ้อนหรือไม่
3.3 Sexual History
- มีคู่นอนทั้งหมดกี่คน (ปัจจุบัน/อดีต)
- ใช้การป้องกันขณะมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ (ถุงยางอนามัย, ยาคุมกำเนิด ฯลฯ)
- เคยมีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่
3.4 Contraceptive Use
- วิธีคุมกำเนิดที่ใช้ (กินยา, ฉีดยา, ฝังยา, ใส่ห่วง ฯลฯ)
- ใช้มานานเท่าไหร่ มีผลข้างเคียงหรือไม่
4. Past Medical History (PMH)
- โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ประวัติการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (Pelvic Inflammatory Disease – PID) หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs)
- เคยผ่าตัดในช่องท้องหรืออุ้งเชิงกรานมาก่อนหรือไม่ (เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ผ่าตัดมดลูก รังไข่)
- เคยมีอาการปวดท้องน้อยคล้ายครั้งนี้มาก่อนหรือไม่
5. Family History
- มีบุคคลในครอบครัวเคยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก หรือไม่
- มีประวัติโรคทางพันธุกรรมใด ๆ ที่อาจเกี่ยวข้อง
6. Social History
- การดื่มสุรา สูบบุหรี่ หรือใช้สารเสพติดอื่น ๆ (ปริมาณ/ความถี่)
- ภาวะเครียดจากการทำงานหรือชีวิตส่วนตัว
- พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน (พักผ่อนเพียงพอหรือไม่, ออกกำลังกายอย่างไร)
7. Medication and Allergies
- ยาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (ยาโรคประจำตัว, ยาคุมกำเนิด, ยาปฏิชีวนะ, วิตามิน ฯลฯ)
- อาหารเสริมหรือยาสมุนไพร
- ประวัติแพ้ยา (Drug Allergy) และแพ้อาหาร (Food Allergy)
Physical Examination in Gynecology: Lower Abdominal Pain and Abnormal Vaginal Discharge (Part 2)
1. Vital Signs (V/S)
Perform all measurements personally เพื่อความแม่นยำและเป็นการฝึกทักษะ
- Blood Pressure (BP)
- ใช้ mercury sphygmomanometer
- พัน cuff ให้ห่างจากข้อพับศอก 2–3 cm
- คลำ radial pulse แล้วสูบลมจนชีพจรหายไป จากนั้นค่อย ๆ ปล่อยลม
- Systolic BP: ฟัง First Korotkoff sound (Phase I)
- Diastolic BP: ฟัง Last Korotkoff sound (Phase V)
- Heart Rate (HR)
- คลำชีพจรที่ radial หรือ carotid
- นับ beats ใน 1 นาทีเต็ม เพื่อความถูกต้อง
- Respiratory Rate (RR)
- สังเกตการเคลื่อนไหวของทรวงอกหรือหน้าท้องเป็นเวลา 1 นาที
- พยายามไม่ให้ผู้ป่วยรู้ตัวว่ากำลังถูกนับ RR
- Body Temperature
- ใช้ thermometer ในตำแหน่งที่เหมาะสม (oral, axillary หรือ rectal)
- บันทึกเป็น °C
- Oxygen Saturation (SpO2) (ถ้ามีอุปกรณ์)
- วัดที่ปลายนิ้วหรือใบหูด้วย pulse oximeter
2. General Appearance
- Observe
- ท่าทาง (posture), สีหน้าผู้ป่วย, อาการแสดงของความเครียด (distress signs) เช่น anxiety หรือ pain
- ผิวหนัง: pallor, jaundice, cyanosis, หรือ signs of dehydration
- มือเท้าเย็น (cold, clammy หรือ mottled skin) ซึ่งอาจบ่งชี้ภาวะ shock
- ระดับความรู้สึกตัว (alert, lethargic หรือ unresponsive)
3. Cardiovascular System (CVS)
(จำเป็นในกรณีสงสัยภาวะ shock )
- Inspection
- ตรวจว่ามี cyanosis, pallor หรือ peripheral edema
- ประเมิน capillary refill time (CRT): กดเล็บแล้วดูว่าสีเลือดกลับมาภายใน <2 วินาทีหรือไม่
- Palpation
- คลำชีพจรที่ radial, femoral, และ dorsalis pedis
- ประเมิน strength, rhythm และ symmetry
- Auscultation
- ฟัง heart sounds (S1, S2)
- ตรวจหา murmurs, gallops หรือ rubs หากสงสัยพยาธิสภาพทางหัวใจ ปกติมันต้องไม่มี
4. Abdominal Examination
(เน้นเพื่อแยกสาเหตุอื่น ๆ ของอาการปวดท้องน้อย โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร)
- Inspection
- สังเกตรูปร่างหน้าท้องว่ามี distension หรือไม่
- มีแผลเป็น (scars) หรือร่องรอยการผ่าตัด
- มีการเคลื่อนไหวของลำไส้ให้เห็น (visible peristalsis) หรือไม่
- Auscultation
- ฟัง bowel sounds ในแต่ละ quadrant
- เสียงเงียบ (absent) อาจบ่งบอก paralytic ileus
- เสียงดังผิดปกติ (hyperactive) อาจบ่งบอก bowel obstruction
- Percussion
- Tympany: มักได้ยินปกติบริเวณลำไส้
- Dullness: อาจบ่งบอกถึง mass หรือ fluid
- Palpation
- Superficial palpation: ตรวจหา tenderness, guarding หรือ rigidity
- Deep palpation: คลำหา masses, organomegaly (ตับ ม้าม) หรือ deep tenderness
- Rebound tenderness: หากเจ็บเมื่อปล่อยมือ (Blumberg’s sign) อาจบ่งบอก peritonitis
หมายเหตุ: Rectal Examination อาจพิจารณาทำกรณีสงสัยรอยโรคบริเวณทวารหนักหรือประเมินก้อนในอุ้งเชิงกรานด้านหลัง
5. Pelvic Examination (Gynecological Examination)
Always: ขอ Informed consent และมี chaperone อยู่ด้วยทุกครั้ง
โดยทั่วไปแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนหลัก คือ
- Inspection & Palpation ของอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก (External Genitalia Examination)
- Speculum Examination
- Bimanual Examination
- Rectovaginal Examination (กรณีจำเป็น)
ด้านล่างเป็นรายละเอียดในแต่ละขั้นตอน (เน้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Lower Abdominal Pain และ Abnormal Vaginal Discharge)
5.1. Inspection & Palpation (External Genitalia Examination)
- จัดท่าผู้ป่วย Lithotomy (หรือ Modified Dorsal Position) โดยให้ก้นอยู่ชิดขอบเตียง ยกขาขึ้นทั้งสองข้างบนขาหยั่ง (Stirrups) หรือแผ่นรองเข่า เปิดเฉพาะบริเวณที่ต้องการตรวจเพื่อความเป็นส่วนตัว
- Observation:
- ดู hair distribution รูปสามเหลี่ยมตามแบบสตรี ปริมาณ ผิดปกติหรือไม่
- ตรวจดู Clitoris, Labia majora, Labia minora ว่ามีแผล (ulcers), หูด, ตุ่ม (lesions) หรือบวมแดงจากการอักเสบหรือไม่
- สังเกต Urethral meatus และ Skene’s ducts ว่ามีหนอง, รอยแดง, ติ่งเนื้อ หรือไม่
- ประเมิน Bartholin’s glands: หากอักเสบจะบวม แดง เจ็บ หรือมีหนองไหล
- Palpation:
- คลำ Bartholin’s glands (รูปแบบการป้ายหรือการกด) หากเจ็บหรือบวมโตอาจเป็น Bartholin’s cyst/abscess
- ตรวจว่ามี cystocele, rectocele หรือ enterocele หรือไม่ โดยให้ผู้ป่วยเบ่งเบา ๆ และสังเกตผนังช่องคลอดที่โป่งออกมา
5.2. Speculum Examination
เป็นการตรวจภายในช่องคลอดและปากมดลูกโดยใช้ Bivalve speculum เพื่อประเมินผนังช่องคลอด (vaginal walls) และ Cervix
- Preparation:
- เลือก Speculum ขนาดเหมาะสมกับผู้ป่วย
- หากจำเป็นให้ใช้น้ำหรือน้ำมันหล่อลื่น (Lubricant) ชโลมเล็กน้อยที่ Speculum (แต่ถ้าจะทำ Pap smear หรือเก็บตัวอย่างเพาะเชื้อบางอย่าง ควรใช้น้ำสะอาดหรือน้ำเกลือจะดีกว่า เพื่อลดการปนเปื้อน)
- Insertion:
- อธิบายผู้ป่วยล่วงหน้า ให้ผ่อนคลาย หายใจเข้า-ออกลึก ๆ
- สอด Speculum อย่างนุ่มนวล โดยหันใบ Speculum ในแนวที่ไม่ไปกระแทก Clitoris หรือ Urethra
- ใส่จนสุด Posterior fornix แล้วค่อยถอยออกมาเล็กน้อย จากนั้นค่อย ๆ เปิด Speculum เพื่อเผยให้เห็นปากมดลูก (Cervix)
- Inspection (Vaginal walls & Cervix):
- Vaginal walls: ดูว่ามีตกขาว (discharge), inflammation, แผล (lesions) หรือความผิดปกติอื่นใด
- ปากมดลูก (Cervix)
- สังเกต สี และลักษณะผิว (เรียบ, ตุ่ม, แผล)
- ดู Lesions เช่น Polyp, Erosion, หรือรอยโรคมะเร็ง
- ประเมิน cervicitis:
- Strawberry cervix (พบใน Trichomoniasis)
- Mucopurulent discharge (ปากมดลูกขับหนองสีเขียว-เหลือง)
- Friability (ปากมดลูกเลือดออกง่ายเมื่อแตะ)
- มี Discharge ไหลออกจาก cervical os หรือไม่
- Pap smear หรือ HPV Testing (ถ้าจำเป็น):
- ใช้ Ayre spatula + Cytobrush เก็บเซลล์จาก ectocervix และ endocervical canal
- ป้ายลงบน Glass slide และนำไป fix ใน 95% alcohol หรือลงใน Liquid-based medium ตามมาตรฐาน
- หลังตรวจ:
- คลายล็อค Speculum อย่างระมัดระวัง
- ค่อย ๆ ถอน Speculum ออก โดยอาจหมุนเล็กน้อยเพื่อตรวจผนังช่องคลอดรอบด้าน
5.3. Bimanual Examination
เป็นการตรวจประเมิน มดลูก (Uterus) และ Adnexa (รังไข่, ท่อนำไข่) โดยใช้มือในช่องคลอดและมือบนหน้าท้องพร้อมกัน
- Preparation:
- สวม ถุงมือสะอาด/ปลอดเชื้อ
- อธิบายผู้ป่วยว่าจะใส่นิ้วในช่องคลอดและมืออีกข้างบนหน้าท้อง
- Technique:
- สอด นิ้วชี้และนิ้วกลาง เข้าในช่องคลอด กดเบา ๆ ที่ผนังด้านหลัง (Posterior vaginal wall) เพื่อเป็นแนวนำ นิ้วมืออีกข้างหนึ่งกดที่หน้าท้องบริเวณอุ้งเชิงกรานด้านบน
- ตรวจ Cervix ก่อน: จับ gently, ขยับปากมดลูก (ทดสอบ Cervical Motion Tenderness — หากปวดมาก อาจบ่งชี้ Pelvic Inflammatory Disease (PID))
- ประเมิน Uterus:
- Size: เทียบประมาณกี่สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ (ถ้าโตผิดปกติ)
- Shape: ปกติเป็นรูปทรงลูกแพร์ (pear shape)
- Position: Anteverted/Anteflexed หรือ Retroverted/Retroflexed
- Mobility: ขยับได้ดีหรือไม่
- Surface: เรียบหรือขรุขระ
- Tenderness: เจ็บหรือไม่
- Adnexa:
- คลำบริเวณข้างมดลูก (lateral fornix) เพื่อประเมิน Ovaries และ Fallopian tubes
- มีก้อน (masses) หรือ tenderness หรือไม่ (เช่น ช็อกโกแลตซีสต์, ถุงน้ำ, Ectopic pregnancy)
5.4. Rectovaginal Examination (RV Exam) (ถ้าจำเป็น)
- สอด นิ้วกลาง เข้า ทวารหนัก (rectum) และ นิ้วชี้ เข้า ช่องคลอด พร้อมกัน หลังหล่อลื่นด้วย KY jelly
- ประเมิน Rectovaginal septum, Posterior fornix, Cul-de-sac, Uterosacral ligaments (ถ้ามี nodule หรือเจ็บในบริเวณนี้ อาจสงสัย Endometriosis)
- กรณีสงสัยมะเร็งปากมดลูก (Cervical cancer) การตรวจ RV ช่วยประเมิน Parametrium ว่ามีการลุกลามหรือไม่ (ใช้ staging)
การรายงานผลการตรวจภายใน (ตัวอย่างสั้น ๆ) External Genitalia: No lesions, no discharge, Bartholin’s glands not enlarged
Speculum Exam: Vaginal mucosa pink, normal rugae, minimal white discharge
Cervix: Multiparous, no gross lesion, no mucopurulent discharge
Pap smear done
Bimanual Exam:
- Cervix: no motion tenderness
- Uterus: normal size, anteverted, mobile, nontender
- Adnexa: no mass, no tenderness
Rectovaginal Exam: Not performed / or normal if performed
Problem List and Laboratory Investigations in Gynecology: Lower Abdominal Pain and Abnormal Vaginal Discharge (Part 3)
Problem List
1. Lower Abdominal Pain
- ลักษณะ (Characteristics): ควรได้รับรายละเอียดจากการซักประวัติและการตรวจร่างกาย (เช่น จุดเริ่มต้น ระยะเวลา การร้าว การกระตุ้นให้ปวดมากขึ้น/ลดลง)
- Possible Differential Diagnoses:
- Pelvic Inflammatory Disease (PID)
- Ectopic pregnancy
- Ovarian cyst rupture หรือ ovarian torsion
- Appendicitis หรือสาเหตุทางเดินอาหารอื่น ๆ
2. Abnormal Vaginal Discharge
- ลักษณะ (Characteristics): สี (color), ความข้นเหลว (consistency), กลิ่น (odor), อาการคันหรือแสบไหม้, ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ (dyspareunia)
- Possible Causes:
- Vaginal infections (เช่น bacterial vaginosis, trichomoniasis, candidiasis)
- Cervicitis (อาจเกิดจาก gonorrhea หรือ chlamydia)
Laboratory and Imaging Investigations
1. Blood Tests
- CBC (Complete Blood Count)
- ประเมินภาวะเม็ดเลือดขาวสูง (leukocytosis) บ่งบอกการติดเชื้อ
- ดูภาวะโลหิตจาง (anemia) หรือเกล็ดเลือดต่ำ (thrombocytopenia)
- ESR (Erythrocyte Sedimentation Rate)
- ตรวจหาการอักเสบ/ติดเชื้อในร่างกาย (ค่า ESR สูงบ่งชี้ภาวะอักเสบ)
- β-hCG (Serum Pregnancy Test)
- เพื่อตัดภาวะตั้งครรภ์ออก (รวมถึง ectopic pregnancy)
- Electrolytes, BUN, Creatinine (Elyte, BUN, Cr)
- ประเมินการทำงานของไต (Renal function) และความสมดุลของเกลือแร่
- หากสงสัย Sepsis
- Serum Lactate: ประเมินภาวะเนื้อเยื่อขาดเลือด (tissue hypoperfusion)
2. Blood Cultures
- H/C × 2 (Blood Cultures)
- เก็บจาก 2 จุด (2 sites) ในกรณีสงสัยการติดเชื้อกระจายเข้าสู่กระแสเลือด (bacteremia)
3. Urine Tests
- UA (Urinalysis)
- ตรวจหาภาวะปัสสาวะมีเม็ดเลือดขาว (pyuria), เลือดปน (hematuria) หรือ nitrites บ่งบอก UTI
- UC (Urine Culture)
- เพาะเชื้อหากสงสัยการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (UTI)
- UG (Urine for Gonorrhea/Chlamydia NAAT)
- ตรวจหาเชื้อก่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น Gonorrhea, Chlamydia ด้วยเทคนิค NAAT
- UPT (Urine Pregnancy Test)
- วิธีตรวจการตั้งครรภ์แบบรวดเร็ว ใช้ตัดภาวะตั้งครรภ์ก่อน
4. Microbiology and Gynecological Samples
- Cervical Swab
- Gram Stain (G/S) และ Culture/Sensitivity (C/S)
- NAAT สำหรับ Chlamydia trachomatis และ Neisseria gonorrhoeae (เช่นเดียวกับการตรวจจากปัสสาวะหรือปากมดลูก)
- Vaginal Discharge Samples
- Gram Stain (G/S) & Culture/Sensitivity (C/S): ตรวจหาเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา
- Wet Smear:
- Trichomonas vaginalis (TV)
- Candida (pseudohyphae)
- Clue cells บ่งชี้ bacterial vaginosis
- Whiff Test: ผสมตกขาวกับ KOH เพื่อตรวจกลิ่นเหม็นคาวปลา (fishy odor) สนับสนุนการวินิจฉัย bacterial vaginosis
5. Imaging Studies
- Transabdominal Ultrasound (TAUS)
- ประเมินมดลูก (uterus), ส่วน adnexa (รังไข่และท่อนำไข่), ตรวจหา free fluid หรือ pelvic mass
- Transvaginal Ultrasound (TVUS)
- ให้รายละเอียดมากกว่าในอุ้งเชิงกราน (pelvis) เช่น การตรวจพบถุงน้ำรังไข่ (ovarian cyst), การบิดขั้ว (torsion), หรือการตั้งครรภ์นอกมดลูก (ectopic pregnancy) ได้แม่นยำยิ่งขึ้น
Management in Gynecology: Lower Abdominal Pain and Abnormal Vaginal Discharge (Part 4) 1. Acute PID (Pelvic Inflammatory Disease)
1.1 Acute PID จาก Gonococcal Infection
Recommended Antibiotic Regimen
- Ceftriaxone 500 mg IM ครั้งเดียว (Single dose)
- ครอบคลุมเชื้อ Neisseria gonorrhoeae
- Doxycycline 100 mg PO วันละ 2 ครั้ง (BID) × 14 วัน
- ครอบคลุม Chlamydia trachomatis และเชื้ออื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิด PID
- Metronidazole 500 mg PO วันละ 2 ครั้ง (BID) × 14 วัน
- ครอบคลุมเชื้อ anaerobes และ Trichomonas vaginalis ซึ่งอาจพบร่วมใน PID
Additional Recommendations
- Test and Treat Sexual Partners: ป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
- Consider Hospitalization: ในผู้ป่วยที่อาการรุนแรง วินิจฉัยไม่ชัดเจน หรือมีภาวะแทรกซ้อน
1.2 Acute PID จาก Bacterial Vaginosis (BV)
(มักพิจารณาว่า BV อาจเกิดร่วมกับเชื้ออื่น เช่น Gonococcus, Chlamydia)
Recommended Antibiotic Regimen
- Ceftriaxone 500 mg IM ครั้งเดียว
- ครอบคลุมโอกาสการติดเชื้อ gonococcal ร่วมด้วย
- Doxycycline 100 mg PO BID × 14 วัน
- ให้ broad coverage สำหรับ PID หลายสาเหตุ (รวมถึง Chlamydia)
- Metronidazole 500 mg PO BID × 14 วัน
- รักษาเชื้อ anaerobes ที่สัมพันธ์กับ BV
Additional Recommendations
- Sexual partners ไม่จำเป็นต้องรับยาสำหรับ BV โดยตรง แต่ควรตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) เนื่องจากอาจติดเชื้ออื่นร่วม
2. Trichomoniasis
Recommended Antibiotic Regimen
- Metronidazole 2 g PO ครั้งเดียว
- หรือ Tinidazole 2 g PO ครั้งเดียว
- มีอัตราการรักษาหายสูงสำหรับ Trichomonas vaginalis
Alternative Regimen
- Metronidazole 500 mg PO BID × 7 วัน
- กรณีไม่สะดวกให้ยาครั้งเดียว หรือมีปัจจัยที่ต้องการการรักษาระยะยาว
Additional Recommendations
- Test and Treat Sexual Partners เพื่อป้องกัน reinfection
- Retest in 3 months: Trichomoniasis มีอัตราการ reinfection สูง
3. Candida Vaginosis (Vulvovaginal Candidiasis)
Recommended Antifungal Treatment
- Topical Azoles
- Clotrimazole 2% cream 5 g ทางช่องคลอด (intravaginally) × 3 วัน
- หรือ Miconazole 200 mg vaginal suppository × 3 วัน
- Oral Antifungal Option
- Fluconazole 150 mg PO ครั้งเดียว (Single dose)
Recurrent Candida Vaginosis (>4 ครั้ง/ปี)
- Induction Therapy:
- Fluconazole 150 mg PO ทุก 3 วัน จำนวน 3 ครั้ง (Day 1, Day 4, Day 7)
- Maintenance Therapy:
- Fluconazole 150 mg PO สัปดาห์ละครั้ง (weekly) × 6 เดือน
Additional Recommendations
- โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องรักษาคู่นอน เว้นแต่มีการติดเชื้อซ้ำบ่อย ๆ หรือคู่นอนมีอาการ
4. Additional Notes for All Regimens
4.1 Partner Testing and Treatment
- Essential for: Gonococcal infection, Chlamydia, Trichomoniasis
- Why Important?
- ป้องกันการติดเชื้อซ้ำ (reinfection)
- ลดการแพร่กระจายของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- Who to Notify?
- ควรแจ้งคู่นอนทุกรายในช่วง 60 วันก่อนวินิจฉัย ให้มาตรวจและรักษา
- Counseling for Partners:
- ย้ำให้ทำการรักษาจนจบ แม้ไม่มีอาการ
- แนะนำการใช้ condom อย่างสม่ำเสมอ
4.2 Retesting
- When to Retest?
- 3 เดือนหลังรักษา gonorrhea, chlamydia, หรือ trichomoniasis
- Why?
- อัตราการ reinfection สูง แม้รักษาครั้งแรกสำเร็จแล้ว
- การตรวจซ้ำช่วยยืนยันการกำจัดเชื้อและลดปัญหาตกค้าง
4.3 HIV Testing
- ควรตรวจ HIV ทุกรายที่วินิจฉัยว่าเป็น STI (เช่น Gonorrhea, Chlamydia, Trichomoniasis, Syphilis)
- ใช้ 4th generation HIV test (ตรวจหา HIV antibodies + p24 antigen) จะช่วยตรวจพบเร็วขึ้น
4.4 Syphilis Testing
- การตรวจสำหรับ Syphilis ควรทำทั้ง Treponemal tests และ Nontreponemal tests
Treponemal Tests (e.g. FTA-ABS, TPPA) ตอนนี้เอา Spec สูงมากกว่ามาตรวจก่อน
- ตรวจหาแอนติบอดีจำเพาะต่อ Treponema pallidum
- มักเป็นบวกตลอดไปแม้รักษาสำเร็จ
Nontreponemal Tests (e.g. RPR, VDRL)
- ใช้ติดตามการตอบสนองต่อการรักษา (titer ควรลดลง 4 เท่าภายใน 6–12 เดือน)
- อาจให้ผลบวกปลอมในบางสภาวะ (เช่น autoimmune, ตั้งครรภ์)
Interpretation
- Positive treponemal + Positive nontreponemal = Active syphilis
- Positive treponemal + Negative nontreponemal = เคยเป็นมาก่อนหรือ late latent syphilis
Follow-Up
- ตรวจซ้ำด้วย RPR หรือ VDRL ที่ 6 เดือน และ 12 เดือน หลังรักษา
- การลดลงของ titer 4 เท่า แสดงถึงการตอบสนองต่อการรักษาที่ดี
- ควรตรวจคัดกรอง HIV เนื่องจากมีโอกาสพบร่วมสูง
Additional Part: Management for Syphilis Infection
1. General Management of Syphilis
1.1 First-line Treatment
- Benzathine Penicillin G 2.4 ล้านยูนิต ฉีดเข้ากล้าม (IM)
- Primary, Secondary, หรือ Early latent (≤12 เดือน): ให้ 1 dose เพียงครั้งเดียว
- Late latent (>12 เดือน) หรือไม่ทราบระยะเวลาแน่นอน: ให้ สัปดาห์ละครั้ง × 3 ครั้ง (3 doses)
1.2 Partner Treatment
- รักษาคู่นอน (sexual partners) ที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อในช่วง 90 วัน ก่อนวินิจฉัย ถึงแม้ผลตรวจ Syphilis เป็นลบ
- ใช้ regimen เดียวกับผู้ป่วย (Benzathine Penicillin G)
1.3 Lifestyle Advice
- ควร งดมีเพศสัมพันธ์ จนกว่าการรักษาจะเสร็จสมบูรณ์ และรอยโรค (ถ้ามี) หายเป็นปกติ
- ให้คำแนะนำเรื่องการคุมกำเนิดและการใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอหลังการรักษา
1.4 Follow-Up
- 1 สัปดาห์หลังการรักษา: ประเมินอาการแพ้ยา หรือ Jarisch-Herxheimer reaction (อาการไข้เฉียบพลันเนื่องจากเชื้อ syphilis ที่ตาย)
- Retest ด้วย RPR หรือ VDRL ที่ช่วง 6 เดือน และ 12 เดือน เพื่อประเมินการตอบสนอง (titer ควรลดลง 4 เท่า หากการรักษาสำเร็จ)
1.5 If Patient is Allergic to Penicillin
- Doxycycline 100 mg PO วันละ 2 ครั้ง (BID) × 14 วัน (สำหรับ primary/secondary syphilis)
- Tetracycline 500 mg PO วันละ 4 ครั้ง (QID) × 14 วัน (เป็นทางเลือก)
- ในกรณี ตั้งครรภ์ หรือกรณีอื่นที่ Penicillin เป็นตัวเลือกดีที่สุด ควรพิจารณา Desensitization เพื่อให้สามารถใช้ Penicillin ได้
2. Management for Syphilis in HIV Patients
- Treat Syphilis ตาม มาตรฐาน (Benzathine Penicillin G) แต่ต้องเน้น ติดตามผลการรักษา อย่างเข้มงวด เนื่องจากผู้ป่วย HIV co-infection อาจมีการตอบสนองที่ช้ากว่า (titer decline slower)
- HIV Management (ART Regimen)
- Backbone: ยากลุ่ม 2 NRTIs
- Tenofovir (TDF/TAF) + Lamivudine (3TC)
- Add 1 NNRTI: เช่น Efavirenz (EFV) (นิยมให้วันละ 1 ครั้ง)
- Alternative Regimens (หาก NNRTIs มีข้อห้ามใช้)
- เปลี่ยนไปใช้ยาในกลุ่ม INSTI (Integrase Strand Transfer Inhibitor) เช่น
- Dolutegravir (DTG) หรือ Raltegravir (RAL)
- เปลี่ยนไปใช้ยาในกลุ่ม INSTI (Integrase Strand Transfer Inhibitor) เช่น
- Backbone: ยากลุ่ม 2 NRTIs
Quick Notes to Survive Deep-Dive Questions
- Syphilis in Pregnancy
- Always use Penicillin
- หาก แพ้ Penicillin ให้ทำ desensitization แล้วใช้ Penicillin ต่อ
- Regimen เดียวกับผู้ป่วยที่ไม่ตั้งครรภ์ (ตามระยะของ Syphilis)
- Neurosyphilis (Syphilis ที่มีการติดเชื้อระบบประสาท)
- ใช้ Aqueous Penicillin G 18–24 ล้านยูนิต IV ต่อวัน แบ่งให้ทุก 4 ชม. หรือให้แบบ continuous infusion × 10–14 วัน
- การรักษาอาจซับซ้อนกว่าและต้องติดตามอาการทางระบบประสาท
- HIV in Pregnant Women
- ควร หลีกเลี่ยง Efavirenz ในไตรมาสแรก (first trimester)
- พิจารณา Dolutegravir (DTG) หรือ Raltegravir (RAL) แทน เนื่องจากมีความปลอดภัยมากกว่าในช่วงตั้งครรภ์
Advice in Gynecology: Lower Abdominal Pain and Abnormal Vaginal Discharge (Part 5)
1. ปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์
- ทานยาครบตามสั่ง
- กรณีได้รับยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) เช่น Metronidazole, Doxycycline หรืออื่น ๆ ควรรับประทานให้ครบคอร์ส แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว
- หากแพ้ยา หรือมีอาการข้างเคียงรุนแรง (เช่น ผื่น, หายใจติดขัด) ควรหยุดยาแล้วรีบพบแพทย์
- ติดตามผลการรักษา
- มาโรงพยาบาลตามนัดเพื่อตรวจซ้ำ ประเมินอาการว่าดีขึ้นหรือจำเป็นต้องปรับยาหรือไม่
2. สุขอนามัยและการดูแลตนเอง
- รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์
- ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าหรือสบู่อ่อน ๆ เท่านั้น
- ซับให้แห้ง ไม่อับชื้น
- เปลี่ยนผ้าอนามัยหรือแผ่นอนามัยบ่อย
- หากมีตกขาวหรือเลือดออก ควรเปลี่ยนทุก 3–4 ชั่วโมง หรือตามความเหมาะสม
- ป้องกันการอับชื้นซึ่งอาจกระตุ้นการติดเชื้อ
- ใช้ถุงยางอนามัย
- ในกรณีมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs)
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ลดความเครียด และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ซึ่งอาจกดภูมิคุ้มกัน
3. สังเกตอาการผิดปกติ
- ปวดท้องน้อยรุนแรงขึ้น
- หากปวดมากจนทนไม่ได้ ปวดร่วมกับมีไข้สูง ควรกลับมาพบแพทย์โดยเร็ว
- ตกขาวมีกลิ่นแรง/เปลี่ยนสีมากขึ้น
- หรือกลิ่นเหม็นมากผิดปกติ แม้ได้รับยารักษาแล้ว ควรให้แพทย์ประเมินซ้ำ
- มีไข้ หนาวสั่น
- อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อที่ลุกลาม หรืออุ้งเชิงกรานอักเสบ (PID)
- อาการอื่นที่น่าสงสัย
- เช่น ปัสสาวะแสบขัด, ปัสสาวะมีเลือดปน, คลื่นไส้อาเจียนต่อเนื่อง หรือตกขาวปนเลือดจำนวนมาก
4. คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับคู่นอน
- ในกรณีสงสัยหรือยืนยันว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (เช่น Gonorrhea, Chlamydia, Trichomoniasis)
- แนะนำให้คู่นอนมารับการตรวจ/รักษา พร้อมกัน เพื่อลดโอกาสติดเชื้อซ้ำ
- งดมีเพศสัมพันธ์ระหว่างการรักษา จนกว่าจะหายสนิท
5. การป้องกันในอนาคต
- ตรวจภายในและตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ
- โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ หรือมีคู่นอนหลายคน
- เลือกใช้วิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม
- ปรึกษาแพทย์เรื่องการคุมกำเนิด เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด, ห่วงอนามัย (IUD), ถุงยางอนามัย
- ตรวจสอบผลข้างเคียงหรือการระคายเคือง
- ดูแลสุขภาพโดยรวม
- ออกกำลังกาย, ควบคุมน้ำหนัก, ลดความเครียด, เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
ถ้าทำสุดความสามารถแล้ว ก็คงเหลือแต่โชคที่พึ่งได้ ข้อให้โชคดีกับการสอบ
Comments
No comments yet. Be the first to share your thoughts.
Sign in to comment